จ้าง In-house หรือ Outsource แบบไหนคุ้มกว่ากันในเศรษฐกิจปี 2026
ปี 2026 ถือเป็นปีปราบเซียนสำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR หลายท่านค่ะ ด้วยสภาพเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะโตแบบค่อยเป็นค่อยไป (ประมาณ 2% กว่าๆ) แต่ต้นทุนค่าแรงกลับมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสายงานเฉพาะทางอย่าง Tech และ AI ที่ค่าตัวแพงหูฉี่แถมยังหาตัวจับยาก ทำให้คำถามคลาสสิกอย่าง “จะจ้างพนักงานประจำ หรือจ้าง Outsource ดี” กลายเป็นโจทย์หินที่ตัดสินใจยากกว่าเดิม

In-house ทีมงานลูกหม้อ แพงแต่ชัวร์ (จริงหรือ?)
การมีพนักงานประจำนั่งทำงานเต็มออฟฟิศเคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง แต่ในปี 2026 นี่อาจเป็น “ต้นทุนคงที่” (Fixed Cost) ที่น่ากลัวที่สุด
ข้อดีคือ ความจงรักภักดีและความเข้าใจในวัฒนธรรมองค์กรคือสิ่งที่ Outsource ให้ไม่ได้ ถ้างานของคุณต้องการความลับขั้นสุด หรือต้องการคนที่จะเติบโตไปเป็นแม่ทัพในอนาคต การปั้นคนในบ้านยังไงก็คุ้มกว่า
กับดักค่าใช้จ่ายปี 2026 อย่าลืมนะคะว่าการจ้างพนักงาน 1 คน ไม่ได้มีแค่เงินเดือน แต่ปีนี้คุณต้องแบกรับ
- ค่าแรงที่เฟ้อขึ้น โดยเฉลี่ยปีนี้เงินเดือนขึ้นประมาณ 5.2%
- สวัสดิการที่ต้องแข่งกัน คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่ประกันสังคม แต่ต้องการ Work-from-Anywhere, ประกันสุขภาพจิต หรือโบนัสที่จูงใจ
- ค่าเสียโอกาสตอนลาออก ถ้าพนักงานเก่งๆ ลาออก คุณต้องเสียเวลาหาคนใหม่ 3-6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่งานชะงักและสร้างความเสียหายประเมินค่าไม่ได้
Outsource มือปืนรับจ้าง ทางรอดของยุคขาดแคลนคน
เมื่อก่อนเราอาจจ้าง Outsource เพราะอยากประหยัด แต่เทรนด์ปี 2026 เปลี่ยนไปแล้วค่ะ เราจ้าง Outsource เพราะ “เราหาคนเก่งในไทยไม่ได้”
โดยเฉพาะตำแหน่งอย่าง AI Specialist, Data Scientist หรือ Cybersecurity ที่ตลาดแรงงานไทยขาดแคลนหนักมาก การหันไปจ้างบริษัท Outsource (หรือแม้แต่จ้าง Talent จากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม) จึงเป็นทางลัดที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องรอประกาศรับสมัครงานเป็นชาติ
ความคุ้มค่าแบบเนื้อๆ
- จ่ายตามจริง (Pay per Use) จบโปรเจกต์ก็แยกย้าย ไม่ต้องแบกภาระค่าจ้างระยะยาว
- ได้ของสำเร็จรูป ไม่ต้องเสียเวลาสอนงาน จ้างปุ๊บทำงานได้ปั๊บ เพราะเขาคือมืออาชีพที่ทำเรื่องนี้ซ้ำๆ มาเป็นร้อยรอบ
- ลดความเสี่ยง ไม่ต้องกลัวพนักงานลาออกกะทันหัน เพราะเป็นหน้าที่ของบริษัท Outsource ที่ต้องหาคนมาแทนให้เรา

ตารางเปรียบเทียบความคุ้มค่า ฉบับปี 2026
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตารางนี้ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญาจ้างใครเพิ่มค่ะ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | In-house (พนักงานประจำ) | Outsource (จ้างภายนอก) |
| ต้นทุนตัวเงิน | สูง (เงินเดือน + สวัสดิการ + ภาษี + อุปกรณ์) | ปานกลาง-สูง (แต่จบในบิลเดียว คุมงบง่าย) |
| ความยืดหยุ่น | ต่ำ (ปรับลดคนยาก มีกฎหมายแรงงานค้ำคอ) | สูงมาก (เพิ่ม-ลดทีมได้ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ) |
| ความเร็วเริ่มงาน | ช้า (Recruit + Onboard ใช้เวลา 1-3 เดือน) | เร็ว (พร้อมเริ่มงานใน 1-2 สัปดาห์) |
| การควบคุมงาน | เต็มร้อย สั่งซ้ายหันขวาหันได้ | เน้นผลลัพธ์ (Outcome) ควบคุมรายละเอียดได้ยากกว่า |
| ความเสี่ยง | แบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด | กระจายความเสี่ยงไปที่ผู้รับจ้าง |
สูตรสำเร็จปี 2026 โมเดล Hybrid คือคำตอบ
ถ้าถามว่าแบบไหนคุ้มกว่า ฟันธงเลยค่ะว่า “อย่าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”ธุรกิจที่ฉลาดในปี 2026 จะใช้โมเดล Core & Flex Core (แกนหลัก) เก็บตำแหน่งที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจไว้เป็น In-house เช่น ผู้บริหาร, ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์หลัก หรือทีมดูแลลูกค้า VIP คนเหล่านี้คือ DNA ของบริษัทที่ต้องรักษาไว้เท่าชีวิต Flex (ส่วนยืดหยุ่น) งานอะไรที่ไม่ใช่งานหลัก หรือเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางชั่วคราว ให้โยนไป Outsource ให้หมด เช่น การทำบัญชี, การดูแลระบบ IT, กราฟิกดีไซน์ หรือแม้แต่ทีม Telesales
สุดท้ายแล้ว ความคุ้มค่าไม่ได้วัดกันที่ว่าใครราคาถูกกว่ากันในใบเสนอราคา แต่วัดกันที่ Speed to Market ถ้าการจ้าง Outsource แพงกว่านิดหน่อย แต่ทำให้สินค้าคุณออกสู่ตลาดได้เร็วกว่าคู่แข่ง 3 เดือน นั่นคือกำไรมหาศาล แต่ถ้าจ้าง In-house แล้วต้องรอคนเริ่มงานครึ่งปี คู่แข่งอาจจะวิ่งแซงไปไกลแล้ว
ปี 2026 นี้ ลองกลับไปทบทวนผังองค์กรดูใหม่นะคะ ลดน้ำหนักส่วนเกินที่เป็น Fixed Cost แล้วเติมความคล่องตัวด้วย Outsource คุณอาจจะพบว่าบริษัทวิ่งได้เร็วกว่าเดิมในขณะที่แบกน้ำหนักน้อยลงค่ะ














